ปวดเข่าในเด็ก เป็นอะไรได้บ้าง?
ปวดเข่าในเด็ก เป็นอะไรได้บ้าง?
ลูกบ่นปวดเข่า... แค่ปวดโตหรือโรคกระดูกอักเสบกันแน่?" พ่อแม่หลายคนอาจเคยได้ยินลูกวัยพรีทีน (10-15 ปี) บ่นว่าปวดใต้ลูกสะบ้า โดยเฉพาะเวลาวิ่ง เล่นฟุตบอล หรือกระโดด บางคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กที่กำลังโต แต่รู้ไหมครับว่าอาการนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่อง "ยืดตัว" แต่อาจเป็นโรคเฉพาะทางที่พบได้บ่อยในวัยนี้
"แม่ครับ ผมปวดเข่าตรงนี้มากเลย"
ภาพที่เห็นจนชินตาในห้องตรวจของหมอคือ คุณแม่จูงมือลูกชายวัย 13 ปี ที่อยู่ในชุดนักฟุตบอลโรงเรียน เดินกะเผลกเข้ามาหา "หมอคะ น้องต้นบ่นปวดเข่ามาเป็นเดือนแล้วค่ะ ยิ่งวันไหนซ้อมบอลหนักๆ จะบ่นอุบเลย ตอนแรกคิดว่าน้องแกล้งขี้เกียจไปโรงเรียน แต่พักหลังเห็นมีตุ่มกระดูกนูนออกมาใต้เข่าด้วย เลยชักไม่สบายใจ"
อาการที่น้องต้นเป็น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ในวัย 10-15 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังพุ่งทะยานเรื่องความสูง กระดูกและเส้นเอ็นจะทำงานหนักมากจนบางครั้งมัน "คุยกันไม่รู้เรื่อง" และนำไปสู่ความเจ็บปวดที่พ่อแม่ต้องเข้าใจครับ
ทำความเข้าใจความจริงของ "เข่าเด็ก"
เข่าของเด็กวัย 10-15 ปี ไม่เหมือนเข่าของผู้ใหญ่ครับ ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ "แผ่นการเจริญเติบโต" หรือส่วนที่เป็นกระดูกอ่อนซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกระดูกแข็งเมื่อโตเต็มที่
ในวัยนี้ กระดูกจะยืดตัวเร็วมาก แต่เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบางครั้งยืดตามไม่ทัน ทำให้เกิดแรงดึงรั้งมหาศาลตรงจุดที่เส้นเอ็นยึดเกาะกับกระดูก โดยเฉพาะบริเวณหน้าแข้งใต้ลูกสะบ้า ซึ่งเป็นที่มาของอาการปวดที่เราพบบ่อยที่สุดที่เรียกว่า โรคออสกูด-ชแลตเตอร์ (Osgood-Schlatter Disease) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปุ่มกระดูกหน้าแข้งอักเสบ"
โรคปวดเข่าในเด็กวัยรุ่นคืออะไร?
สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เด็กวัยนี้ปวดเข่ามี 3-4 ปัจจัยสำคัญครับ:
- การดึงรั้งของเส้นเอ็น (Osgood-Schlatter): เกิดจากเส้นเอ็นเหนือลูกสะบ้าดึงรั้งปุ่มกระดูกหน้าแข้งอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการอักเสบและมีกระดูกงอกนูนออกมา
- ลูกสะบ้าเคลื่อนที่ผิดจังหวะ: เด็กวัยนี้กล้ามเนื้อต้นขาอาจยังไม่แข็งแรงพอ ทำให้ลูกสะบ้าไม่วิ่งตามร่องที่ควรจะเป็นเวลาพับเข่า
- การใช้งานหนักเกินไป (Overuse): ซ้อมกีฬาชนิดเดียวซ้ำๆ ทุกวันโดยไม่มีวันพัก
- ภาวะอักเสบของกระดูกอ่อน: ในบางรายอาจมีการแตกตัวของกระดูกอ่อนในข้อเข่า ซึ่งต้องอาศัยการตรวจที่ละเอียดขึ้น
อาการแบบไหนที่เรียกว่า "ปวดเข่าวัยรุ่น"
ถ้าลูกของคุณมีอาการดังนี้ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับ:
- ปวดจี๊ดๆ บริเวณหน้าเข่า หรือใต้ลูกสะบ้า
- มีตุ่มกระดูกนูนออกมา และเจ็บมากเวลาเอามือกด
- อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเวลา วิ่ง, กระโดด, ขึ้นบันได หรือนั่งคุกเข่า
- หลังพักการเล่นกีฬา อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่จะกลับมาเป็นใหม่เมื่อไปวิ่งหนักๆ
- มักเป็นกับเด็กที่เล่นกีฬาที่ต้องมีการกระโดดหรือวิ่งเปลี่ยนทิศทาง เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล หรือวอลเลย์บอล
การตรวจวินิจฉัย: ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
เมื่อมาพบหมอ ขั้นตอนการตรวจจะเริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดไปหาจุดที่ชัดเจนที่สุดครับ:
- การตรวจร่างกาย: หมอจะคลำดูจุดที่เจ็บ เช็คความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และดูแนวการวางตัวของขากับลูกสะบ้า ส่วนใหญ่แค่คลำก็พอจะบอกโรคได้แล้วครับ
- การเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูว่าปุ่มกระดูกหน้าแข้งมีการอักเสบหรือแยกตัวออกมาไหม และเพื่อแยกโรคเนื้องอกกระดูกที่อาจซ่อนอยู่ออกไป (ซึ่งพบน้อยมากแต่ต้องเช็คครับ)
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): ช่วยให้เห็นความหนาของเส้นเอ็นที่อักเสบและปริมาณน้ำที่คั่งอยู่ในจุดที่ปวดได้อย่างชัดเจนในทันที
- MRI: จะทำก็ต่อเมื่อหมอสงสัยว่ามีหมอนรองกระดูกฉีกขาด หรือกระดูกอ่อนภายในข้อเข่ามีปัญหา ซึ่งมักใช้ในกรณีที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น
แนวทางการรักษา: เน้นปรับพฤติกรรม ไม่ต้องรีบผ่า
ข่าวดีคือ โรคปวดเข่าในเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ หัวใจสำคัญคือ:
- การปรับกิจกรรม: ไม่ต้องสั่งให้ลูกเลิกเล่นกีฬาถาวรนะครับ แต่ต้อง "ลด" ความถี่และความรุนแรงลงในช่วงที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน
- การทำกายภาพ: นี่คือหัวใจสำคัญ! การยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) และกล้ามเนื้อหลังขา (Hamstrings) จะช่วยลดแรงดึงรั้งที่ปุ่มกระดูกได้มหาศาล
- การใช้ยา: หมออาจให้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบในระยะสั้นๆ เพื่อลดความทุกข์ทรมาน
- การฉีดยา: ในเด็กเราจะไม่ค่อยฉีดสเตียรอยด์ครับ แต่ถ้าจำเป็นอาจใช้การฉีดนำวิถีด้วยอัลตราซาวด์เพื่อความแม่นยำในจุดที่อักเสบจริงๆ
- การใช้อุปกรณ์เสริม: สายรัดใต้เข่า (Patellar Strap) ช่วยลดแรงกระแทกเวลาเล่นกีฬาได้ดีมาก
การพยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
พ่อแม่มักถามหมอว่า "ลูกจะพิการไหม? จะสูงต่อได้ไหม?" คำตอบคือ "หายขาดแน่นอนครับ" เมื่อเด็กโตเต็มที่ (ประมาณอายุ 16-18 ปี) แผ่นการเจริญเติบโตจะปิดและกลายเป็นกระดูกแข็ง อาการปวดจะหายไปเอง แต่อาจจะทิ้งปุ่มกระดูกนูนๆ ไว้เป็นที่ระลึกบ้าง ซึ่งไม่มีอันตรายครับ
โอกาสกลับมาเป็นซ้ำมีไหม? มีครับ ตราบใดที่น้องยังอยู่ในช่วงโตเร็วและยังเล่นกีฬาหนักโดยไม่ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ แต่อาการจะค่อยๆ น้อยลงตามอายุที่มากขึ้นครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยให้อักเสบเรื้อรังอาจเกิดปัญหาตามมาได้:
- กล้ามเนื้อต้นขาฝ่อ: เพราะเด็กเลี่ยงไม่ยอมลงน้ำหนักข้างที่ปวด
- กระดูกหน้าแข้งนูนถาวร: อาจทำให้มีปัญหาเวลาต้องนั่งคุกเข่าในอนาคต
- กระดูกแตกแยกตัว: ในกรณีที่โดนกระแทกซ้ำอย่างรุนแรงขณะที่กระดูกยังอักเสบอยู่
สรุป: อาการปวดเข่าในเด็กวัย 10-15 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากการเจริญเติบโตที่รวดเร็วควบคู่ไปกับการใช้งานหนัก การทำความเข้าใจและให้ลูกได้พักอย่างเหมาะสม พร้อมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เขากลับไปวิ่งเล่นในสนามได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดเข่าในเด็ก #ออสกูดชแลตเตอร์ #กระดูกเด็ก #หมอเก่ง #ปวดเข่าวัยรุ่น #ปวดกระดูก #ดูแลลูกรัก #กระดูกและข้อ #หมอกระดูก #สุขภาพเด็ก
References
- Gholve PA, et al. (2023). Osgood-Schlatter syndrome. Current Opinion in Pediatrics. (สรุปเรื่องกลไกการเกิดโรคปุ่มกระดูกหน้าแข้งอักเสบในเด็กวัยรุ่นและการจัดการที่ทันสมัย)
- Vaughan C, et al. (2024). Common Pediatric Knee Injuries and Conditions. American Family Physician. (อธิบายภาพรวมของโรคปวดเข่าในเด็กและการแยกแยะอาการปวดจากการใช้งานหนัก)
- Intermediate Orthopaedics Update (2025). Growth Plate Injuries in Young Athletes. (เน้นเรื่องความสำคัญของแผ่นการเจริญเติบโตและการรักษาโดยไม่ผ่าตัด)
- Smith JM, et al. (2024). Patellofemoral Pain Syndrome in Adolescents. Journal of Sports Medicine. (วิเคราะห์สาเหตุการปวดหน้าเข่าจากการวางตัวของลูกสะบ้าในวัยเจริญเติบโต)
- Clinical Practice Guidelines for Adolescent Bone Health (2025). (แนวทางการตรวจร่างกายและการส่งตรวจทางรังสีที่จำเป็นสำหรับโรคกระดูกในเด็ก)
Comments
Post a Comment